เร็วๆนี้ผมเพิ่งทราบข่าวการล่มสลายของบางสิ่งบางอย่าง

ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ใช่พรรคการเมือง ไม่ใช่อะไรที่ใกล้เคียงกับของสองสิ่งนั้น

แต่เป็นการจากไปของร้านเหล้าเล็กๆ เท่านั้นเอง

ผมคงไม่สามารถนับถึงจำนวนครั้งที่เข้าไปภายในร้านแห่งนั้นได้

เช่นเดียวกันคงไม่อาจจะนับวินาทีของชีวิตที่ใช้อยู่ที่นั่นได้

เช่นเดียวกันคงไม่อาจจะนับรอบของเข็มนาฬิกาที่ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขันได้

เช่นเดียวกันคงไม่อาจนับเม็ดเงินที่เคยเป็นของผมในช่วงเวลาหนึ่ง และเปลี่ยนมือไปสู่เจ้าของร้านได้

ผมคงไม่สามารถทบทวนความทรงจำทั้งหมดที่เกิดขึ้นในร้านแห่งนั้นได้

หลายๆครั้งที่ผมมีความสุข หลังจากเดินออกจากประตูกระจกของห้องแคบๆ

หลายๆครั้งที่ผมมีความทุกข์ หลังจากปิดประตูรถเท็กซี่ที่เรียกจากถนนพระอาทิตย์เพื่อกลับบ้าน

หลายๆครั้งที่ผมรู้สึกดี ที่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นั้น 

ผมคงไม่สามารถจดจำบทสนทนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในร้านแห่งนั้นได้

ผมยังจำการสนทนาถึงประเด็นที่หนักหน่วง และส่งผลต่อความคิดจนถึงปัจจุบันได้

ผมยังจำการสนทนาที่ทำให้ผมได้รู้จักและนับถือใครหลายๆคนมากขึ้นได้

ผมยังจำการสนทนาที่ข้อห้ามทางศาสนาพ่ายแพ้ให้กับความคึกคะนองได้

ผมคงไม่สามารถไร่เรียงคนที่เคยนั่งด้วยกันในร้านแห่งนั้นได้

หลายครั้งที่ผมนั่งท่ามกลางคนสนิทและคุ้นเคย ซึ่งร้านแห่งนี้เองก็มีส่วนทำให้ผมสนิทและคุ้นเคยกับคนกลุ่มนั้น

หลายครั้งที่ผมนั่งท่ามกลาง คนแปลกหน้าที่กำลังจะกลายเป็นเพื่อนในค่ำคืนนั้น

หลายครั้งที่ผมนั่งอยู่กับเพื่อน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเพียงคนรู้จัก 

ผมคงไม่สามารถดจำสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในร้านแห่งนั้นได้……ทั้งหมด

ผมได้เห็นอะไรแปลกๆ ที่คนที่ทำเองอาจจะยังไม่ถึงว่าคือ…ตัวกู

ผมได้นิยามใหม่ของคำว่าจิบจิบ….พออาเจียน

ผมได้คำถามต่างๆกับตัวเอง อย่างน้อยก็เรื่องอารมณ์กับ …เหตุผล

และแน่นอนด้วยฤทธิ์สุรา อารมณ์มักจะอยู่เหนือเหตุผล 

แน่นอนหลายคำถามมักจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

สุดท้าย Underground ก็ปิดตัวลง

ผมไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด และนั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมจะสนใจด้วย

หลังจากนี้พี่ปู๋ (เจ้าของร้าน) จะไปทำอะไรต่อ ผมก็ไม่สนใจมากเท่ากับสิ่งที่ยังคั่งค้างในใจเสมอมา

คือเป้ที่พี่ปู๋แบกตลอดเวลานั้น บรรจุไว้ด้วยอะไร  

ผมนั่งที่นั่นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งไม่อาจจะจำความได้

ผมไม่ค่อยรู้จักใครใหม่ที่นั่น อาจจะเพราะสันดานของตัวผมเอง

แต่ผมสนิทกับใครหลายคนเพราะที่นั่น

ผมพูดกันมากกว่าเพียงทักทายกับใครหลายคนเป็นครั้งแรกที่นั่น

แต่ผมก็เจอหน้าใครเป็นครั้งสุดท้ายที่นั่น หลายคนคงมีโอกาสเจอกันอีกในสถานที่อื่น

และบางคนคงไม่มีโอกาสเจอหน้ากันอีกเลย

ผมนั่งที่นั่นครั้งสุดท้ายพร้อมคนที่ผมเรียกว่าเพื่อน ก่อนผมจะเดินทางไกล 

ท่ามกลางความเมามาย 

สุดท้าย…. ผมก็เป็นเพียงขี้เมาที่พร่ำถึงเรื่องร้านเหล้าที่ปิดตัว

สุดท้าย…. สุราขวดเก่าก็หมดลง  และจะไม่สามารถสั่งขวดใหม่เพิ่มได้เหมือนอย่างเคย

สุดท้าย…. ร้านเหล้าก็ต้องปิดลง ทั้งที่เคยแอบเปิดหลังเที่ยงคืนเป็นประจำ   

สุดท้าย…. งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกลา

ปัดฝุ่น..ปัดฝุ่น

ทิ้งร้างมานาน จับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ครั้งนี้ปัดฝุ่นแบบมีเป้าหมายแอบแฝง

 

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อยืนยันว่าตอนนี้ผมอยู่ต่างประเทศจริงๆ แม้ใครหลายคนจะไม่เชื่อ

แต่ผมหายใจอยู่นอกเขตแดนไทยจริงๆ

ดูไบคือชื่อเมืองที่ผมอยู่ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี คือชื่อประเทศที่ผมอยู่

 

เนื่องจากไม่เขียนมานานจนไม่รู้จะเขียนอะไร อย่าถามว่าแล้วเขียนทำไม เพราะถามแล้วก็จะยิ่งงง สุดท้ายแล้วผมก็ยังไม่รู้จะเขียนอะไรเอาแค่ว่ายืนยันว่าอยู่ต่างประเทศจริงๆ ด้วยสมองอันตีบตัน เอาเป็นว่าผมจะเขียนในเรื่องที่อยากเขียนแล้วกัน (เอ..แล้วใครจะเขียนในเรื่องที่ไม่อยากเขียนบ้าง)  พอ จบ เดี๋ยวจะงงไปกันใหญ่ สรุปว่าบทความนี้ผมจะเขียนถึงสิบอย่างในดูไบที่อยากจะเขียนถึงแล้วกัน …… มากไป ขอแค่เจ็ดอย่างแล้วกันครับ

 

อย่างแรกข้อมูลคร่าวๆ ของดูไบ ( พื้นที่ ศาสนา ประชากร จีดีพี ฯลฯ) สามารถหาได้ทั่วไปอยากรู้ก็ไปหาเอาเอง ผมขอสรุปง่ายๆว่า ดูไบเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในตะวันออกกลาง และเพิ่งมีความสำคัญขึ้นมาอย่างมากในช่วงหลัง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก สูงกว่าจีนและอินเดีย มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดวนไปมาในพื้นที่แคบที่โดนโอบล้อมไปด้วยทะเลทรายตลอดเวลา ช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ถนนเส้นที่คุ้นเคยอาจจะโดนปิดเพื่อก่อสร้างอะไรบางอย่าง อากาศที่ร้อนจัด ยืนยันร้อนมาก อุณหภูมิช่วงหน้าร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม) จะพุ่งขึ้นไปถึงสี่สิบกว่าองศาเซลเซียส ซึ่งความจริงแล้วเมื่อลองวัดอุณหภูมิกลางแจ้ง ตัวเลขที่ได้มันเกินครึ่งร้อยในหลายช่วงของวัน แต่กฎหมายแรงงานกำหนดว่าถ้าความร้อนพุ่งขึ้นสูงถึงห้าสิบองศาเซลเซียสเมื่อไหร่ งานกลางแจ้งต้องหยุดทันที คนงานห้ามทำงาน เพดานอุณหภูมิอย่างเป็นทางการจึงถูกกำหนดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสำคัญกว่าแรงงานอพยพ

 

เพื่อให้ต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้า แม้ว่าจะเว้นมานานหลายเดือนแล้วจนอาจจะไม่รู้สึกต่อเนื่องแต่เอาเป็นว่าจะพูดถึงการดูหนัง ที่นี่มีห้างมากมาย ยิ่งเมื่อเทียบกับประชากรที่มีเพียงล้านกว่าคน แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ได้สร้างมาเพื่อรองรับพลเมืองโลก…. นักท่องเที่ยว  โลกยุคปัจจุบันโรงหนัง ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ ทุกสิ่งต้องย้ายเข้าหาศูนย์กลางแห่งใหม่ของสังคมแทบทั้งสิ้น ผมตัดสินใจเข้าดูหนังไอ้แมงมุมภาคสาม เนื่องจากคาดการณ์ว่าบทพูดน้อยน่าจะฟังรู้เรื่องมากที่สุดแล้ว(ยังไงก็อ่านคำบรรยายภาษอารบิคไม่รู้เรื่องแน่นอน) แค่อยากไปสัมผัสบรรยากาศของโรงหนังเท่านั้น ไม่ขอพูดถึงตัวหนังนะครับเอาเป็นว่าช่วงนี้มันมีแต่หนังภาคสามแล้วกัน ย้อนกลับมาสู่โรงหนังของห้างหรูสไตล์อิตาเลียน คือห้างมันแต่งออกมาแนวนั้นจริงๆ วันศุกร์..วันหยุดประจำศาสนา คนมากพอสมควร ผม….คนนอกศาสนา ตัดสินใจเดินเข้าโรงหนังในช่วงบ่าย ซึ่งคนส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่ศาสนสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนซึ่งจะน้อยกว่าหนังรอบเย็นหรือค่ำที่โดนจองเต็มตั้งแต่ช่วงบ่าย สภาพของโรงหนังค่อนข้างดีไม่แตกต่างจากไทย แต่สิ่งแรกที่แตกต่าง แตกต่างแน่ๆ เพราะมันต้องแตกต่าง คือก่อนเริ่มฉายหนังไม่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี …. หลังจากนั่งสักพักกลิ่นต่างๆก็เริ่มโชยมา ผมไม่ได้ดูถูกเชื้อชาตินะ แต่คนบางชาติพันธุ์ตัวเหม็นจริงๆ สภาพการอยู่ในห้องแอร์ที่ล้อมรอบไปด้วยคนกลุ่มดังกล่าว อากาศที่เคยมีอยู่มากมายเหมือนกับมันจะมลายหายไปพร้อมกับกลิ่นแปลกๆที่เข้ามาแทน บวกกับอาหารสารพัดประเภทที่นำเข้าทานกันอย่างสนุกสนาน โรงหนังที่นี่ไม่ผูกขาดการขายของกิน สำหรับประเทศไทยโรงหนังอาจจะเป็นม่านรูดสำหรับคู่รัก แต่ที่นี่โรงหนังคือที่ปิคนิคชั้นดีสำหรับครอบครัว การโทรศัพท์ การพูดคุยเสียงดังเป็นเรื่องปกติ ที่อื่นซิแปลกไปดูหนังกับเพื่อนแล้วนั่งเงียบไม่ยอมพูดจากัน ที่นี่เค้าพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โรงหนังที่ผมไปดูไม่มีการห้ามการสูบบุหรี่แต่ก็ไม่เห็นมีการสูบบุหรี่ แต่เท่าที่ทราบหลายแห่งการสูบบุหรี่ในโรงหนังเป็นเรื่องปกติมากๆ สรุปสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับการดูหนังที่เมืองไทยดีกว่าครับ ถูกกว่าด้วย

 

เรื่องที่สามประชากรของเมืองดูไบประกอบด้วยคนยูเออีที่อยู่เดิมซึ่งคุณจะได้พูดคุยที่ตรวจคนเข้าเมืองสนามบินและอาจจะไม่มีโอกาสพูดคุยกับคนยูเออีอีกเลย เพราะคนเมืองนี้มีพวกอพยพมาจำนวนมาก อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ รวมถึงฝรั่งที่เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในดูไบมากขึ้น เมืองนี้จึงถูกขับเคลื่อนด้วยทุนไร้สัญชาติอย่างแท้จริง โลกาภิวัฒน์พบเห็นได้ทั่วไปที่นี่ วัฒนธรรมสารพัดหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับเจ้าของผู้พกพามันไปทุกที่ คนไทยก็มีอยู่หลักพัน ทั้งที่มาทำงานเกี่ยวกับด้านบริการ (แอร์ พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร) ทำธุรกิจทั่วไป หรือก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจยอดฮิตในดูไบ อีกทั้งแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี รัฐดูไบก็พยายามออกนโยบายต่างๆ เพื่อมาควบคุมคนชาติอื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาแต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มจะยอมถอยให้กับบางอย่างเช่นการขายสุรา การแต่งกายของผู้หญิง คนดั้งเดิมของที่นี่ส่วนใหญ่จะมีฐานะดี และค่อนข้างดูถูกชาติอื่นๆที่เข้ามาในแผ่นดินของตน เนื่องจากพวกเขามองว่าตนคือเจ้าของแผ่นดินและสินทรัพย์ต่างๆที่พวกคุณวิ่งเข้ามาเพื่อหาเงินจากมัน งานราชการที่นี่มีการใช้คนนอกมาทำในตำแหน่งปฏิบัติการเยอะ ทั้งคนสวน ภารโรงและตำรวจจราจร เสมียน แน่นอนเมื่อปากีสถานมาเป็นตำรวจจราจร คนท้องถิ่นจึงไม่กลัวกฎหมายใดๆทั้งสิ้น ในเมื่อเขาสามารถขู่ตำรวจได้ว่าจะไล่ออก (โดนย้ายกลับประเทศ..) ทำให้คนยูเออีจึงดูเหมือนจะอยู่เหนือกฎหมาย คติของชาวต่างชาติคืออย่ามีเรื่องกับคนยูเออี เพราะยังไงเราก็จะเป็นคนผิด เรื่องแปลกประหลาดสำหรับระบบราชการอีกอย่างที่แตกต่างจากประเทศไทยมากๆ ย้ำ มากๆ คือที่นี่คนนิยมรับราชการเนื่องจากเงินเดือนดีมากเมื่อเทียบกับเอกชน สวัสดิการก็ดีมากๆ คนท้องถิ่นจึงมุ่งแต่รับราชการจนต้องมีนโยบายสนับสนุนให้คนไปทำเอกชนบ้างเนื่องจากขาดคนท้องถิ่นที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารภาคเอกชน แต่ประสิทธิภาพของงานราชการที่นี่ก็ไม่ได้มากมายนัก เพียงแต่การคอรัปชันน้อยเพราะข้าราชการที่นี่เงินมันเยอะอยู่แล้ว

 

เรื่องที่สี่ อาชญากรรมที่นี่ประกาศตนเป็นเมืองปลอดอาชญากรรม จำนวนคดีต่างๆน้อยมาก ผู้คนสามารถเดินได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามการเติบโตแบบรวดเร็ว การหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนย่อมนำมาซึ่งอาชญากรรม หลังๆเริ่มมีคดีเกี่ยวกับการชิงทรัพย์มากขึ้น แต่ก็ถือว่ายังน้อย แต่ถ้าสถานการณ์ที่ผู้คนร่ำรวยขึ้นแต่คนอีกกลุ่มหนึ่งยังอยู่กับที่ ช่องว่างที่เกิดขึ้นและกำแพงที่กั้นไม่ให้คนข้างล่างวิ่งขึ้นข้างบน การละเมิดกฎย่อมเกิดขึ้น ผมเชื่อมั่นมากๆ ว่าต่อไปดูไบจะเป็นเมืองที่ไม่มีความปลอดภัยเหมือนในปัจจุบัน แม้ทางการจะพยายามแค่ไหนก็ตามกฎหมายลงโทษค่อนข้างหนัง มีการติดกล้องวงจรปิดหลายจุด แต่ในเมื่อการเติบโตมาพร้อมกับช่องว่าง อาชญากรรมก็ย่อมตามมา อีกอย่างเมืองแบบนี้มันล่อตาล่อใจโจรมากๆ

 เรื่องที่ห้า ที่เมืองไทยคุณสุริยะ เคยประมูลป้ายทะเบียนไปสามล้านบาทในสมัยคุมคมนาคม ผมว่าแพงแล้วล่าสุดที่ยูเออีมีการประมูลป้ายทะเบียนรถ ป้ายทะเบียนที่แพงที่สุดถูกประมูลด้วยราคาสูงถึง 80 ล้านเหรียญสหรัฐ คือแพงกว่ามูลค่ารถทั้งคัน เมืองดูไบเต็มไปด้วยรถแปลกๆมากมาย คนที่ชอบรถจะมีความสุขเมื่ออยู่ที่นี่ รถราคาถูก น้ำมันราคาถูก แม้ว่าจะแพงกว่าประเทศอื่นๆในย่านอ่าวแต่ก็ถูกมากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆของโลก รถแปลกๆ ที่เราคิดว่ามันผลิตขึ้นมาเพื่อขายใครก็มีเห็นวิ่งอยู่ทั่วไปในดูไบ ปัญหาที่ตามมาก็คือรถติด ดูไบกลายเป็นเมืองที่รถติดได้ตลอดเวลา คลองใหญ่ที่เคยนำมาซึ่งการค้าและความเจริญรุ่งเรืองในอดีตกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสัญจรในปัจจุบัน เหมือนการสร้างสะพานจะโดนลืมในช่วงหลายปี ตอนนี้การสร้างสะพานใหม่ๆจึงเกิดขึ้นชนิดที่ต้องการเพิ่มจำนวนสะพานแบบทวีคูณในช่วงปีทีเดียว ปัญหาจราจรที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลเนื่องมาจากสามารถตัดถนนที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการกลับกลายมาเป็นปัญหาจุกอก Shiekh Mohammad  เจ้าผู้ปกครองรัฐดูไบ พอๆกับปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสองปัญหาใหญ่ที่ดูไบกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ การติดตามดูกระบวนการแก้ทั้งสองปัญหานี้ของดูไบน่าจะได้เห็นนโยบายสาธารณะแปลกๆ ไม่น้อย หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเมืองแล้ว ดูไบก็กำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายหลายอย่างที่วิ่งเข้ามาพร้อมความเจริญ 

เรื่องที่หกและเรื่องสุดท้ายเรื่องที่เจ็ด เขียนไปเขียนมาว่าจะเขียนสั้นๆ ก็เริ่มยาวขึ้น งั้นขอจบบทความแค่นี้แล้วกันครับ เรื่องที่หกกับเจ็ดขี้เกียจเขียนแล้ว จริงๆ ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจนะครับเช่นสื่อต่างๆหนังสือพิมพ์ ห้างร้านค้า รูปแบบการบริโภค หรือเรื่องหนักอย่างระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ หรือเรื่องเบาๆอย่างการท่องเที่ยว แต่ขี้เกียจแล้ว

ขอจบแค่นี้นะครับ

  ผมอยู่ต่างประเทศจริงๆ

ดูหนังวันหยุด

มีนาคม 7, 2007

ผมมีความตั้งใจจะประเดิม Blog ใหม่ด้วยประเด็นหนักๆ เหมือนอย่างเคยแต่ความตั้งใจนั้นก็มิอาจจะสำเร็จลุล่วงไปได้ เนื่องจากช่วงนี้วันหยุดที่ผ่านมาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูหนัง สามวันดูหนังไปเกือบสิบเรื่อง ถือว่ามากพอดูสำหรับคนที่ปกติไม่ค่อยจะใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีอย่างผม หนังส่วนใหญ่ที่ดูก็จะเป็นหนังที่วนเวียนอยู่โรงหนังในช่วงไม่เกินหนึ่งปีนี้ แต่ผมนั่งดูอยู่ที่บ้านนะครับ ด้วยวิธีการที่อเมริกันต่อต้าน (เฉพาะรัฐบาลนะครับ ไม่รวมประชาชน) คุณภาพของแผ่นเดี๋ยวนี้ดีทีเดียว มือที่มองไม่เห็นอีกแล้วครับเป็นผู้ผลักดันให้สินค้า(ใต้ดิน)เหล่านี้ต้องมีคุณภาพ และในขณะเดียวกันก็มือข้างเดิมนี่แหละ ที่ผลักให้สินค้าเหล่านี้ลงมาสู่ตลาดมืด โดยที่ยังไม่เคยมีใครมองเห็นมือดังกล่าวนี้อย่างเต็มตาสักคน กลับเข้ามาสู่เรื่องของชีวิตกลับการดูหนังในวันหยุดสามวันครับ  

เริ่มด้วยคืนวันศุกร์ก่อนเข้าสู่วันหยุดยาว ผมตัดสินใจเดินเข้าโรงหนังเพื่อไปใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง อาจจะถึงสี่ชั่วโมง ถ้ารวมสิ่งที่พวกเขาให้เราดูก่อนหน้าหนังจะฉาย ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2 ครับ ยาวนานสมกับเป็นหนังท่านมุ้ยจริงๆ เดิมทีภาคนี้จะเข้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผมก็เลยดูภาคแรกในวันที่ 31 มกราคม กะว่าวันรุ่งขึ้นจะดูภาคสองเลยอารมณ์จะได้ต่อเนื่อง ปรากฏว่าโปรแกรมเลื่อนครับ ผมเลยต้องปล่อยให้อารมณ์อ้างอยู่ข้ามเดือนกว่าจะได้ดูภาคสอง แต่ก็ยังไม่นานมาก อารมณ์ยังพอปะติดปะต่อได้ครับ แต่ภาคสามนี่ถ้าจะลืมภาคก่อนหน้าเสียหมด โดยรวมหนังชุดนี้ (หมายถึงสองภาคแรก) ผมว่าก็ใช้ได้นะครับ สามชั่วโมงที่ไม่เบื่อหน่ายแต่ก็ไม่ถึงกลับตราตรึงนัก อีกอย่างก็ไม่ได้ทำให้เลือดรักชาติที่ไม่ค่อยจะมีในตัวผมเดือดพล่านเลย แต่ก็มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจครับ ข้อดีของหนังเรื่องนี้ผมว่าน่าจะทำให้หลายๆคนสนใจประวัติศาสตร์ของพวกอาณาจักรบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทย) เมื่อหลายร้อยปีก่อนมากขึ้นนะครับ ผมไม่ขอจัดเกรดของหนังนะครับ เพราะผมรู้ตัวว่าเป็นคนที่มีรสนิยมในการเสพสื่ออย่างผิดปกติ แต่ขอเป็นการนำไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นแล้วกัน ผมว่าเรื่องนี้ดีกว่า ต้มยำกุ้ง นะครับ พูดแบบนี้ไม่รู้ท่านมุ้ยที่เคารพจะเสียใจหรือเปล่า   

เรื่อง ที่สองเป็นเรื่องที่อยากดูมานานแล้ว แต่ก็พลาดมาตลอดจนกระทั่งวันนี้ “Babel” หนังของผู้กำกับ “Alejandro Gonzalez Inarritu”  ผู้เคยกำกับ “21 Grams” ซึ่งผมดูแล้วงงมาก ส่วนเรื่องปฐมแห่งไตรภาคอย่าง “Amores Perros” ยังไม่ได้ดูครับ นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การดูเรื่องก่อนหน้าไม่ประทับใจนัก แต่เรื่องนี้ที่อยากดูเพราะผมชอบหนังที่หยิบประเด็นนี้มาเล่นครับ หลังจากที่ปีก่อนเคยประทับใจมาแล้วกับ “Crash”  ผมยอมรับว่ามุมกล้องของ อเลจานโดรเป็นเอกลักษณ์ของเขาจริงๆ คล้ายกำลังนั่งดูสารคดีกึ่ง หนังแอบถ่าย ดำเนินเรื่องเร็วบ้างช้าบ้างแล้วแต่ตัวละคร ตัวไปตัดมา และกัดแบบตรงๆไม่มีอ้อมค้อม(เหมือนการอ้าขาของเด็กสาวญี่ปุ่นในหนัง) ตัวละครมีบทบาทที่ชัดเจน หลายคนโดดเด่นครับ แต่ไม่มีใครที่โดดขึ้นมาเป็นพิเศษจึงไม่มีใครเป็นนักแสดงนำชายหญิงอย่างเป็นทางการ หนังสร้างประเด็นได้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำชื่อหอคอย Babel ในพระคัมภีร์มาเป็นชื่อหนัง หลังจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่มนุษย์ผู้ได้รับการคัดเลือกให้อยู่รอดบนเรือลำยักษ์ก็อยู่กันอย่างมีความสุข พึ่งพาอาศัยกัน จนกระทั่งมนุษย์เหล่านั้นคิดจะสร้างหอคอยที่ชื่อ Babel ขึ้นมา โดยตั้งใจไว้ว่าจะให้สูงถึงสวรรค์ ไม่ทราบว่าต้องการไปพบพระเจ้าหรืออย่างไร อันนี้ผมไม่เคยศึกษา รู้แต่ว่าพระเจ้าผู้สอนให้มนุษย์รักกัน ท่านทรงกริ้วมาก จึงสาบให้คนเหล่านี้พูดจากันไม่รู้เรื่อง มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ จนสุดท้ายมนุษยชาติก็จึงต้องทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน ผู้กำกับจอมคลั่งศาสนารายนี้จึงได้หยิบเอาชื่อหอคอยในตำนานที่ไม่วันเสร็จขึ้นมานำประเด็นความขัดแย้งของสัตว์ชนิดเดียวกันอย่างคน แต่แปลกอย่างหนึ่งนะครับว่า เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้จบ ผมจำชื่อตัวละครไม่ได้เลยสักคน แปลกจัง สำหรับผมแล้วยังชอบ Crash จากปีก่อนมากกว่าผมว่าเขาสร้างบรรยากาศของความขัดแย้งได้ดีกว่ามาก ไม่แน่ว่าเพราะอิทธิพลจาก Crash ในปีก่อน ทำให้ปีนี้หนังแนวเดียวกันอย่าง Babel จึงเด้งจากออสการ์อย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ดี ผมว่า Babel ก็เป็นหนังที่ดีอีกเรื่องของปีนี้ครับ  

เรื่องถัดมาก็จัดว่าเป็นหนังสุดเพี้ยนของปีครับ “Borat” หนังที่ใช้ชื่อดารานำชายมาเป็นชื่อเรื่อง แต่เขาเด่นจริงๆแสดงหลักอยู่คนเดียวลักษณะการถ่ายทำคล้าย Reality  เป็นเรื่องของชายชาวอุซเบกิสถานที่เดินทางมาอเมริกา แล้วสร้างวีรกรรมต่างๆ ฮามาก เพี้ยนยิ่งกว่ามิสเตอร์บีนเสียอีก มุขหลายมุขเจ็บแสบมากโดยเฉพาะเกี่ยวกับยิวเช่นพาหรดยิวซึ่งไม่รู้มีจริงหรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีมุขสกปรกมากเช่นเดียว (หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่ที่ชอบหลอกตัวเอง) หากผมมีรางวัลนักแสดงนำชายประจำปี คงให้ “Borat” ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆแล้วแกชื่ออะไร แต่คงได้รางวัลนี้แน่นอน ทุ่มเทมาก หนังเรื่องนี้สำหรับผมดูได้ดูดีแบบไม่คิดอะไรมาก บ้าที่สุดในรอบปีครับ ผมแนะนำเพื่อนผมที่ชอบแนะนำผมเกี่ยวกับหนังเพี้ยนให้เขาไปดูแล้ว หวังว่าเพื่อนผมคงจะชอบ   

เรื่องถัดมามีคนแนะนำมาหลายคนเช่นกัน “Blood Diamond” หนังเกี่ยวกับเพชรที่หากินบนกองศพของชาวแอฟริกันเจ้าของทรัพยากร ผมก็อดเปรียบเทียบกับ Constant Gardener ไม่ได้ ประเด็นเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตในประเทศโลกที่สามกับเศรษฐกิจในประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว ผมชอบประเด็นเกี่ยวกับยามากกว่านิดหน่อย บทว่าบทใน Constant Gardener ทำได้คมกว่า แต่หนังเพชรสีเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ ดีจนส่ง L. Dicraprio เข้าชิงรางวัลกับเขาเหมือนกัน 

วันรุ่งขึ้นผมตัดสินใจหยิบหนังของ Mel Gibson เรื่องใหม่มาดู ผมมีความอยากดูอยู่เล็กน้อย “Apocalypto” เรื่องเกี่ยวกับพวกชนเผ่าอินคา เป็นหนังภาษาต่างประเทศ (ไม่ใช่อังกฤษ) หนังแบบ Gibson จริงๆ ใครเคยดูคงพอนึกออก เลือดสาด ปาดคอ ฆ่ากันอย่างเมามัน แต่เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก ตอนจบผิดหวังเล็กน้อยกับการโผล่มาของชาวตะวันตก เพราะมาเฉยๆแล้วหนังก็ตัดไปเรื่องอื่น ไม่แสดงความต่อเนื่องมากมายนัก บทเหมือนหนังแอคชั่นทั่วไป หรือเหมือนการ์ตูนด้วยซ้ำ สำหรับเรื่องนี้ผมผิดหวังครับ ไม่ค่อยจรรโลงเท่าไหร่ แต่ก็ไม่น่าเบื่อนะครับ สามารถนั่งดูได้เรื่อยๆ  หลังจากหนังเลือดสาดมาดูผมเลยขอเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการหยิบหนังดูสบายๆ อย่าง Happy Feet มาดู น่ารักดีครับนกเพนกวินร้องเพลง จริงๆผมเป็นคนชอบดูหนังแบบนี้นะครับ (ผมรู้ว่าหลายคนไม่เชื่อ) ไม่ต้องคาดหวังกับบทมากเกินไป แต่มักจะได้เห็นอะไรที่ทำให้เราชอบได้ หนังการ์ตูนมันมีเสน่ห์ในตัวมันเอง Happy Feet ก็เช่นเดียวกัน แต่ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไปหนังการ์ตูนชอบทำเรื่องที่เกิดขึ้นบนหิมะจัง ตั้งแต่ Ice Aged, Polar Express แต่ก็ดีครับภาพออกมาสวยดี นกเพนกวินเห็นขนเป็นเส้นๆ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดี ช่วยให้ผ่อนคลายได้แยะครับ โดยเฉพาะหลังจากดูหนังของ Mel Gibson  

 วันสุดท้ายของวันหยุดผมเริ่มด้วยหนังในตำนานอีกเรื่องอย่าง 007 Casino Royale หนังที่มีเสียวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่หนังยังไม่เข้าฉาย หรืออาจจะก่อนเปิดกล้องด้วยซ้ำ ผมไม่ค่อยสนใจประเด็นนั้นหรอกครับ เพราะเห็นเจมส์ บอนด์ก็เปลี่ยนมาหลายคนแล้ว ผมถือเป็นแฟนหนังเรื่องนี้อยู่ช่วงหนึ่งที่ตามดูตั้งแต่ DR. NO จนวันนี้แหละครับจะได้ดูภาคล่าสุดเสียที เดิมทีเดียวในภาคแรกบอนด์ก็ไม่ได้มีอุปกรณ์ไฮเทคอะไรมากมาย (ผมจำได้ว่าไม่มีจริงๆนะ ขนาดดำน้ำยังต้องเด็ดก้านอะไรสักอย่างเพื่อใช้เป็นท่ออากาศเลย) แต่นั้นเป็นภาคเริ่มต้นครับ ภาคถัดมา (From Russia with love) ของเล่นต่างๆมีมาให้พระเอกของเราใช้อย่างไม่ขาดมือจนมันกลายเป็นเสน่ห์บางอย่างของหนังไปแล้ว สำหรับผม “007” เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่มากกว่าจะเป็นหนังแอ๊คชั่น ผมว่าถ้าภาคนี้เป็นภาคปฐมบทของบอนด์จริงๆ อย่างในเรื่อง หนังเรื่องนี้มันน่าจะได้รับคำชมมากกว่านี้ครับ แต่นี่มันผ่านเลยมานานจนบางคนบอกว่าเป็นสถาบันไปแล้ว คนติดภาพกับของเล่นอันทันสมัย คนติดภาพคอนเนอรี่ และที่สำคัญคนติดภาพบอนด์กำลังนอนกับผู้หญิงแล้วตื่นมาฆ่าคน มากกว่าการตื่นมาเป็นดราม่า ผมว่าหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลดราม่าจากหนังเรื่องอื่น อย่างสไปเดอร์แมน แบทแมน ซุปเปอร์แมน ฯลฯ ทำให้บอนด์ภาคนี้ดูเปลี่ยนไปจริงๆ สำหรับผมแล้วภาคต่อไปออกมาผมก็คงดูอีกนั้นแหละครับ เพียงแต่ภาคนี้ผมว่ามันไม่ใช่หนังบอนด์ที่ดีนัก ย้ำว่าไม่ใช่หนังบอนด์ที่ดีนัก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นหนังที่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่ดูแล้วไม่ค่อยเป็น 007 เท่านั้นเอง  ปิดท้ายการดูหนังของผมด้วย The Queen หนังที่ได้รางวัลหลายเวที โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางวัลนักแสดงนำหญิงที่ดารานำแสดงเป็น Queen Elizabeth2  (ถ้าจะเติม เทเลอร์ ให้อ่านออกเสียงสำเนียงสุพรรณจะได้อารมณ์มาก) หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวในรั้วในวังของราชวงศ์อังกฤษในช่วงเจ้าหญิงไดอานาประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์ ผมไม่ค่อยรู้เบื้องหลังเรื่องในรั้วบัคคิงแฮมนักจึงไม่ค่อยสนุกไปด้วย แต่ผมว่าไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่กับการที่ควีนขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อไปไหนต่อไหนด้วยตนเอง แถมมีรถไปเสียกลางทางอีก ผมเฉยๆนะครับหนังเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าดารานำคนนี้ก็มีฝีมือที่ดีทีเดียว ป้าแกชื่อ “Helen Mirren” ครับ  

จบแล้วครับชีวิตการดูหนังในวันหยุดของผม ช่วงนี้คงหยุดดูหนังสักพักตั้งใจว่าจะดู ITV ระยะสุดท้ายก่อนจะแปลงร่างกลายเป็นทีวีพันธุ์ใหม่ TITV สืบสานตำนานบทใหม่ท่ามกลางความสั่นคลอนของรัฐบาลผู้อุ้มชูว่าแต่ใครจะเป็นคนจ่ายเงินแทน ITV ละครับ เงินของแผ่นดินนะ  

ถ้าจะเบี้ยว ขอแค่ค่าปรับก็ได้ ดอกเบี้ยไว้ค่อยตามทวงวันหลัง คงเข้าใจหัวอกลูกหนี้นอกระบบแล้วนะครับ รายวันมันแพงอย่างนี้นี่เอง