ดูหนังวันหยุด

มีนาคม 7, 2007

ผมมีความตั้งใจจะประเดิม Blog ใหม่ด้วยประเด็นหนักๆ เหมือนอย่างเคยแต่ความตั้งใจนั้นก็มิอาจจะสำเร็จลุล่วงไปได้ เนื่องจากช่วงนี้วันหยุดที่ผ่านมาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูหนัง สามวันดูหนังไปเกือบสิบเรื่อง ถือว่ามากพอดูสำหรับคนที่ปกติไม่ค่อยจะใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีอย่างผม หนังส่วนใหญ่ที่ดูก็จะเป็นหนังที่วนเวียนอยู่โรงหนังในช่วงไม่เกินหนึ่งปีนี้ แต่ผมนั่งดูอยู่ที่บ้านนะครับ ด้วยวิธีการที่อเมริกันต่อต้าน (เฉพาะรัฐบาลนะครับ ไม่รวมประชาชน) คุณภาพของแผ่นเดี๋ยวนี้ดีทีเดียว มือที่มองไม่เห็นอีกแล้วครับเป็นผู้ผลักดันให้สินค้า(ใต้ดิน)เหล่านี้ต้องมีคุณภาพ และในขณะเดียวกันก็มือข้างเดิมนี่แหละ ที่ผลักให้สินค้าเหล่านี้ลงมาสู่ตลาดมืด โดยที่ยังไม่เคยมีใครมองเห็นมือดังกล่าวนี้อย่างเต็มตาสักคน กลับเข้ามาสู่เรื่องของชีวิตกลับการดูหนังในวันหยุดสามวันครับ  

เริ่มด้วยคืนวันศุกร์ก่อนเข้าสู่วันหยุดยาว ผมตัดสินใจเดินเข้าโรงหนังเพื่อไปใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง อาจจะถึงสี่ชั่วโมง ถ้ารวมสิ่งที่พวกเขาให้เราดูก่อนหน้าหนังจะฉาย ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2 ครับ ยาวนานสมกับเป็นหนังท่านมุ้ยจริงๆ เดิมทีภาคนี้จะเข้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผมก็เลยดูภาคแรกในวันที่ 31 มกราคม กะว่าวันรุ่งขึ้นจะดูภาคสองเลยอารมณ์จะได้ต่อเนื่อง ปรากฏว่าโปรแกรมเลื่อนครับ ผมเลยต้องปล่อยให้อารมณ์อ้างอยู่ข้ามเดือนกว่าจะได้ดูภาคสอง แต่ก็ยังไม่นานมาก อารมณ์ยังพอปะติดปะต่อได้ครับ แต่ภาคสามนี่ถ้าจะลืมภาคก่อนหน้าเสียหมด โดยรวมหนังชุดนี้ (หมายถึงสองภาคแรก) ผมว่าก็ใช้ได้นะครับ สามชั่วโมงที่ไม่เบื่อหน่ายแต่ก็ไม่ถึงกลับตราตรึงนัก อีกอย่างก็ไม่ได้ทำให้เลือดรักชาติที่ไม่ค่อยจะมีในตัวผมเดือดพล่านเลย แต่ก็มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจครับ ข้อดีของหนังเรื่องนี้ผมว่าน่าจะทำให้หลายๆคนสนใจประวัติศาสตร์ของพวกอาณาจักรบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทย) เมื่อหลายร้อยปีก่อนมากขึ้นนะครับ ผมไม่ขอจัดเกรดของหนังนะครับ เพราะผมรู้ตัวว่าเป็นคนที่มีรสนิยมในการเสพสื่ออย่างผิดปกติ แต่ขอเป็นการนำไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นแล้วกัน ผมว่าเรื่องนี้ดีกว่า ต้มยำกุ้ง นะครับ พูดแบบนี้ไม่รู้ท่านมุ้ยที่เคารพจะเสียใจหรือเปล่า   

เรื่อง ที่สองเป็นเรื่องที่อยากดูมานานแล้ว แต่ก็พลาดมาตลอดจนกระทั่งวันนี้ “Babel” หนังของผู้กำกับ “Alejandro Gonzalez Inarritu”  ผู้เคยกำกับ “21 Grams” ซึ่งผมดูแล้วงงมาก ส่วนเรื่องปฐมแห่งไตรภาคอย่าง “Amores Perros” ยังไม่ได้ดูครับ นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การดูเรื่องก่อนหน้าไม่ประทับใจนัก แต่เรื่องนี้ที่อยากดูเพราะผมชอบหนังที่หยิบประเด็นนี้มาเล่นครับ หลังจากที่ปีก่อนเคยประทับใจมาแล้วกับ “Crash”  ผมยอมรับว่ามุมกล้องของ อเลจานโดรเป็นเอกลักษณ์ของเขาจริงๆ คล้ายกำลังนั่งดูสารคดีกึ่ง หนังแอบถ่าย ดำเนินเรื่องเร็วบ้างช้าบ้างแล้วแต่ตัวละคร ตัวไปตัดมา และกัดแบบตรงๆไม่มีอ้อมค้อม(เหมือนการอ้าขาของเด็กสาวญี่ปุ่นในหนัง) ตัวละครมีบทบาทที่ชัดเจน หลายคนโดดเด่นครับ แต่ไม่มีใครที่โดดขึ้นมาเป็นพิเศษจึงไม่มีใครเป็นนักแสดงนำชายหญิงอย่างเป็นทางการ หนังสร้างประเด็นได้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำชื่อหอคอย Babel ในพระคัมภีร์มาเป็นชื่อหนัง หลังจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่มนุษย์ผู้ได้รับการคัดเลือกให้อยู่รอดบนเรือลำยักษ์ก็อยู่กันอย่างมีความสุข พึ่งพาอาศัยกัน จนกระทั่งมนุษย์เหล่านั้นคิดจะสร้างหอคอยที่ชื่อ Babel ขึ้นมา โดยตั้งใจไว้ว่าจะให้สูงถึงสวรรค์ ไม่ทราบว่าต้องการไปพบพระเจ้าหรืออย่างไร อันนี้ผมไม่เคยศึกษา รู้แต่ว่าพระเจ้าผู้สอนให้มนุษย์รักกัน ท่านทรงกริ้วมาก จึงสาบให้คนเหล่านี้พูดจากันไม่รู้เรื่อง มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ จนสุดท้ายมนุษยชาติก็จึงต้องทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน ผู้กำกับจอมคลั่งศาสนารายนี้จึงได้หยิบเอาชื่อหอคอยในตำนานที่ไม่วันเสร็จขึ้นมานำประเด็นความขัดแย้งของสัตว์ชนิดเดียวกันอย่างคน แต่แปลกอย่างหนึ่งนะครับว่า เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้จบ ผมจำชื่อตัวละครไม่ได้เลยสักคน แปลกจัง สำหรับผมแล้วยังชอบ Crash จากปีก่อนมากกว่าผมว่าเขาสร้างบรรยากาศของความขัดแย้งได้ดีกว่ามาก ไม่แน่ว่าเพราะอิทธิพลจาก Crash ในปีก่อน ทำให้ปีนี้หนังแนวเดียวกันอย่าง Babel จึงเด้งจากออสการ์อย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ดี ผมว่า Babel ก็เป็นหนังที่ดีอีกเรื่องของปีนี้ครับ  

เรื่องถัดมาก็จัดว่าเป็นหนังสุดเพี้ยนของปีครับ “Borat” หนังที่ใช้ชื่อดารานำชายมาเป็นชื่อเรื่อง แต่เขาเด่นจริงๆแสดงหลักอยู่คนเดียวลักษณะการถ่ายทำคล้าย Reality  เป็นเรื่องของชายชาวอุซเบกิสถานที่เดินทางมาอเมริกา แล้วสร้างวีรกรรมต่างๆ ฮามาก เพี้ยนยิ่งกว่ามิสเตอร์บีนเสียอีก มุขหลายมุขเจ็บแสบมากโดยเฉพาะเกี่ยวกับยิวเช่นพาหรดยิวซึ่งไม่รู้มีจริงหรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีมุขสกปรกมากเช่นเดียว (หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่ที่ชอบหลอกตัวเอง) หากผมมีรางวัลนักแสดงนำชายประจำปี คงให้ “Borat” ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆแล้วแกชื่ออะไร แต่คงได้รางวัลนี้แน่นอน ทุ่มเทมาก หนังเรื่องนี้สำหรับผมดูได้ดูดีแบบไม่คิดอะไรมาก บ้าที่สุดในรอบปีครับ ผมแนะนำเพื่อนผมที่ชอบแนะนำผมเกี่ยวกับหนังเพี้ยนให้เขาไปดูแล้ว หวังว่าเพื่อนผมคงจะชอบ   

เรื่องถัดมามีคนแนะนำมาหลายคนเช่นกัน “Blood Diamond” หนังเกี่ยวกับเพชรที่หากินบนกองศพของชาวแอฟริกันเจ้าของทรัพยากร ผมก็อดเปรียบเทียบกับ Constant Gardener ไม่ได้ ประเด็นเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตในประเทศโลกที่สามกับเศรษฐกิจในประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว ผมชอบประเด็นเกี่ยวกับยามากกว่านิดหน่อย บทว่าบทใน Constant Gardener ทำได้คมกว่า แต่หนังเพชรสีเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ ดีจนส่ง L. Dicraprio เข้าชิงรางวัลกับเขาเหมือนกัน 

วันรุ่งขึ้นผมตัดสินใจหยิบหนังของ Mel Gibson เรื่องใหม่มาดู ผมมีความอยากดูอยู่เล็กน้อย “Apocalypto” เรื่องเกี่ยวกับพวกชนเผ่าอินคา เป็นหนังภาษาต่างประเทศ (ไม่ใช่อังกฤษ) หนังแบบ Gibson จริงๆ ใครเคยดูคงพอนึกออก เลือดสาด ปาดคอ ฆ่ากันอย่างเมามัน แต่เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก ตอนจบผิดหวังเล็กน้อยกับการโผล่มาของชาวตะวันตก เพราะมาเฉยๆแล้วหนังก็ตัดไปเรื่องอื่น ไม่แสดงความต่อเนื่องมากมายนัก บทเหมือนหนังแอคชั่นทั่วไป หรือเหมือนการ์ตูนด้วยซ้ำ สำหรับเรื่องนี้ผมผิดหวังครับ ไม่ค่อยจรรโลงเท่าไหร่ แต่ก็ไม่น่าเบื่อนะครับ สามารถนั่งดูได้เรื่อยๆ  หลังจากหนังเลือดสาดมาดูผมเลยขอเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการหยิบหนังดูสบายๆ อย่าง Happy Feet มาดู น่ารักดีครับนกเพนกวินร้องเพลง จริงๆผมเป็นคนชอบดูหนังแบบนี้นะครับ (ผมรู้ว่าหลายคนไม่เชื่อ) ไม่ต้องคาดหวังกับบทมากเกินไป แต่มักจะได้เห็นอะไรที่ทำให้เราชอบได้ หนังการ์ตูนมันมีเสน่ห์ในตัวมันเอง Happy Feet ก็เช่นเดียวกัน แต่ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไปหนังการ์ตูนชอบทำเรื่องที่เกิดขึ้นบนหิมะจัง ตั้งแต่ Ice Aged, Polar Express แต่ก็ดีครับภาพออกมาสวยดี นกเพนกวินเห็นขนเป็นเส้นๆ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดี ช่วยให้ผ่อนคลายได้แยะครับ โดยเฉพาะหลังจากดูหนังของ Mel Gibson  

 วันสุดท้ายของวันหยุดผมเริ่มด้วยหนังในตำนานอีกเรื่องอย่าง 007 Casino Royale หนังที่มีเสียวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่หนังยังไม่เข้าฉาย หรืออาจจะก่อนเปิดกล้องด้วยซ้ำ ผมไม่ค่อยสนใจประเด็นนั้นหรอกครับ เพราะเห็นเจมส์ บอนด์ก็เปลี่ยนมาหลายคนแล้ว ผมถือเป็นแฟนหนังเรื่องนี้อยู่ช่วงหนึ่งที่ตามดูตั้งแต่ DR. NO จนวันนี้แหละครับจะได้ดูภาคล่าสุดเสียที เดิมทีเดียวในภาคแรกบอนด์ก็ไม่ได้มีอุปกรณ์ไฮเทคอะไรมากมาย (ผมจำได้ว่าไม่มีจริงๆนะ ขนาดดำน้ำยังต้องเด็ดก้านอะไรสักอย่างเพื่อใช้เป็นท่ออากาศเลย) แต่นั้นเป็นภาคเริ่มต้นครับ ภาคถัดมา (From Russia with love) ของเล่นต่างๆมีมาให้พระเอกของเราใช้อย่างไม่ขาดมือจนมันกลายเป็นเสน่ห์บางอย่างของหนังไปแล้ว สำหรับผม “007” เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่มากกว่าจะเป็นหนังแอ๊คชั่น ผมว่าถ้าภาคนี้เป็นภาคปฐมบทของบอนด์จริงๆ อย่างในเรื่อง หนังเรื่องนี้มันน่าจะได้รับคำชมมากกว่านี้ครับ แต่นี่มันผ่านเลยมานานจนบางคนบอกว่าเป็นสถาบันไปแล้ว คนติดภาพกับของเล่นอันทันสมัย คนติดภาพคอนเนอรี่ และที่สำคัญคนติดภาพบอนด์กำลังนอนกับผู้หญิงแล้วตื่นมาฆ่าคน มากกว่าการตื่นมาเป็นดราม่า ผมว่าหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลดราม่าจากหนังเรื่องอื่น อย่างสไปเดอร์แมน แบทแมน ซุปเปอร์แมน ฯลฯ ทำให้บอนด์ภาคนี้ดูเปลี่ยนไปจริงๆ สำหรับผมแล้วภาคต่อไปออกมาผมก็คงดูอีกนั้นแหละครับ เพียงแต่ภาคนี้ผมว่ามันไม่ใช่หนังบอนด์ที่ดีนัก ย้ำว่าไม่ใช่หนังบอนด์ที่ดีนัก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นหนังที่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่ดูแล้วไม่ค่อยเป็น 007 เท่านั้นเอง  ปิดท้ายการดูหนังของผมด้วย The Queen หนังที่ได้รางวัลหลายเวที โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางวัลนักแสดงนำหญิงที่ดารานำแสดงเป็น Queen Elizabeth2  (ถ้าจะเติม เทเลอร์ ให้อ่านออกเสียงสำเนียงสุพรรณจะได้อารมณ์มาก) หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวในรั้วในวังของราชวงศ์อังกฤษในช่วงเจ้าหญิงไดอานาประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์ ผมไม่ค่อยรู้เบื้องหลังเรื่องในรั้วบัคคิงแฮมนักจึงไม่ค่อยสนุกไปด้วย แต่ผมว่าไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่กับการที่ควีนขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อไปไหนต่อไหนด้วยตนเอง แถมมีรถไปเสียกลางทางอีก ผมเฉยๆนะครับหนังเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าดารานำคนนี้ก็มีฝีมือที่ดีทีเดียว ป้าแกชื่อ “Helen Mirren” ครับ  

จบแล้วครับชีวิตการดูหนังในวันหยุดของผม ช่วงนี้คงหยุดดูหนังสักพักตั้งใจว่าจะดู ITV ระยะสุดท้ายก่อนจะแปลงร่างกลายเป็นทีวีพันธุ์ใหม่ TITV สืบสานตำนานบทใหม่ท่ามกลางความสั่นคลอนของรัฐบาลผู้อุ้มชูว่าแต่ใครจะเป็นคนจ่ายเงินแทน ITV ละครับ เงินของแผ่นดินนะ  

ถ้าจะเบี้ยว ขอแค่ค่าปรับก็ได้ ดอกเบี้ยไว้ค่อยตามทวงวันหลัง คงเข้าใจหัวอกลูกหนี้นอกระบบแล้วนะครับ รายวันมันแพงอย่างนี้นี่เอง     

ใส่ความเห็น